สหกรณ์จังหวัดระนองและธนาคาร ธ.ก.ส.ร่วมเป็นพยานซื้อขายเมล็ดกาแฟบริษัทเอกชน 200 ตัน มูลค่า 14 ล้านบาท

                   วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563  ที่ธนาคาร ธกส.สาขากระบุรี จังหวัดระนอง นายจิรศักดิ์ บริบูรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์จังหวัดระนองร่วมกับสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้าธนาคาร ธกส. ระนอง จำกัด

สหกรณ์การเกษตรกระบุรี จำกัด สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตกระบุรี จำกัด ร่วมเจรจาในการลงนามสัญญาซื้อขายกาแฟ ระหว่างบริษัท รุ่งเรืองเกษตรเจริญ(2016) จำกัด และบริษัท บอนกาแฟ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี นายอภิชาติ กรมาทิตสุข ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดระนอง ร่วมเป็นสักขีพยาน ครั้งนี้ ซึ่งในรอบแรกบริษัทเอกชนตกลงทำสัญญาซื้อขายเมล็ดกาแฟ จำนวน 200 ตัน คิดเป็นมูลค่า 14 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันให้กับกลุ่มเกษตรกรสมาชิก ที่ผลิตกาแฟคุณภาพให้มีการพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่องและมั่นคง

                   จากนั้นทั้งหมดได้ลงพื้นที่ดูแปลง ผลิตกาแฟของกลุ่มเกษตรกรสมาชิก บ้านในกรัง ตำบล จ.ป.ร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับบริษัทเอกชนฯ ที่รับซื้อเมล็ดกาแฟ บ้านในกรัง ว่ากาแฟที่ปลูกเป็นกาแฟที่มีคุณภาพ

                   นายจิรศักดิ์ บริบูรณ์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดระนอง กล่าวว่า สืบเนื่องจากในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา สหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมเมล็ดกาแฟทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ระนอง จำกัด สหกรณ์การเกษตรกระบุรี จำกัด และสหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตกระบุรี  จำกัด  ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องการจำหน่ายเมล็ดกาแฟ เนื่องจากสหกรณ์ได้รวบรวมเมล็ดกาแฟจากสมาชิก จำนวน 796.42  ตัน  มูลค่า  55,174,942.63  บาท  โดยสหกรณ์รับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรสมาชิกในราคาที่สูงกว่าพ่อค้าท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกจากราคาผลผลิตตกต่ำ แต่สหกรณ์ไม่สามารถหาตลาดได้หรือหาได้แต่มีปริมาณน้อย เมื่อพ้นฤดูกาลสหกรณ์จึงต้องขายเมล็ดกาแฟในราคาที่ต่ำกวาทุน ส่งผลให้สหกรณ์ประสบปัญหาการขาดทุน

                   นายจิรศักดิ์ บริบูรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในฤดูกาลผลิต 2562/63 สหกรณ์จังหวัดระนอง ได้เล็งเห็นความสำคัญและความจำเป็นในการช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกผู้ปลูกกาแฟ โดยจะต้องพัฒนาสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น สามารถเป็นผู้ซื้อ/ผู้ขายสินค้าเกษตรรายใหญ่ในชุมชน จึงได้ร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาผลิตคุณภาพกาแฟและหาช่องทางการตลาดให้ โดยได้นำหลักการตลาดนำการผลิตมาใช้ มีการประสานเจรจาหาบริษัทคู่ค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงให้ความรู้กับเกษตรกรในการปลูกและพัฒนากาแฟให้มีคุณภาพเมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด และส่งเสริมการลดต้นทุนการผลิตให้กับกลุ่มเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ด้วย